All blog

最新のアップデート 01/12/2020
สารสกัดขมิ้นชัน

สารสกัดขมิ้นชัน

  •  2020年9月18日

ขมิ้นชัน (Turmeric) จัดเป็นสมุนไพรที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี มีประวัติการใช้มายาวนานจวบจนปัจจุบัน มีสรรพคุณเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จนเป็นสมุนไพรที่อยู่ในตำรายาของหลายประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น ในยุโปร เช่น เยอรมนี รวมถึงในสหรัฐอเมริกาในเหง้าขมิ้นชัน มีองค์ประกอบทางเคมีมากมายหลายชนิด ที่สำคัญได้แก่ สารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งเป็นสารสีเหลืองประกอบไปด้วยเคอร์คูมิน (Curcumin) เดสเมทอกซีเคอร์คูคิม (Dexmethoxycurcumin) และบีสเดสเมทอกซีเคอร์คูมิน (Bisdesmethoxycurcumin) ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพลว่า สารเคอร์คูมินอยด์ มีฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย อาทิ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ลดการอักเสบ ฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษ และฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็ง เป็นต้น ด้วยคุณประโยชน์ของสารเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชัน สถาบันและวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม จึงได้พัฒนาสารสกัดขมิ้นชันที่มีสารเคอร์คูมินอยด์ในปริมาณสูง ผ่านกระบวนการสกัดและการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สารสกัดที่ได้มีคุณภาพสม่ำเสมอ ผ่านการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลองและทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง ในแต่ละแคปซูลมีปริมาณสารเคอร์คูมินอยด์ในขนาด 250 มิลลิกรัม และมีข้อมูลการทดลองทางคลินิก รวมถึงการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดขมิ้นชันขององค์การเภสัชกรรม โดยสรุปดังนี้

 

การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

     การศึกษาผลของการใช้สารสกัดขมิ้นชันที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย/ ฮีโมโกลบินอี โดย รศ.ดร.รัชนีกร  กัลล์ประวิทธิ์ ผศ.นพ.นพดล  ศิริธนารัตนกุล และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าการรับประทานสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล 2 แคปซูล ติดต่อกันนาน 12 เดือน ช่วยลดภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ (oxidative stress) ลงได้ โดยวัดจากค่า malonyldialdehyde (MDA), superoxide dismutase (SOD), gultathione peroxidase (GSH-Px), reduced glutathione (GSH) และ non-transferrin bound iron (NTBI)

     การศึกษาผลของการใช้สารสกัดขมิ้นชันในผู้ป่วยเบต้าธาลัสซีเมียเด็กชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย/ ฮีโมโกบินอี โดยรศ.นพ.อิศรางค์  นุชประยูร และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้สารสกัดขมิ้นชันแคปซูลวันละ 2 แคปซูล เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลดภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งวัดโดยค่า MDA และมีอายุของเม็ดเลือดแดงนานขึ้นจาก 15.9 วัน เป็น 21.1 วัน

     นอกจากนี้ ยังมีการทดลองทางคลินิกโดย รศ.ดร.นลินี  จงวิริยะพันธ์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะ พบลว่าการรับประทานสารสกัดขมิ้นชันแคปซูลวันละ 1 แคปซูล เป็นเวลานาน 6 เดือน ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีแนวโน้มช่วยเพิ่ม hematocrit เพิ่มการขับเหล็ก และลดภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ (oxidative stress) โดยไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ ที่เกิดจากสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล

     นอกจากนี้ ผลการศึกษาในหลอดทดลองของ ผศ.ดร.สมเดช  ศรีชัยรัตนกุล และคณะ จากคณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าสารเคอร์คูมินอยด์ สามารถลดระดับของเหล็กในรูปที่ไม่ได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-tranferrin bound iron, NTBI) ในพลาสมาของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย อีกทั้งยังเสริมฤทธิ์ยาขับเหล็ก deferiprone ในการกำจัดเหล็กในรูป NTBI ได้อีกด้วย

 

การทดลองคลินิกในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

     การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล กับยาต้านอักเสบไอบูโปรเฟน ในการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โดย รศ.พญ.วิไล  คุปต์นิรัติศัยกุล จากคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า สารสกัดขมิ้นชันแคปซูลขนาดรับประทานครั้งละ 2 แคปซูล 4 ครั้งต่อวัน (วันละ 2,000 มิลลิกรัม) นาน 6 สัปดาห์ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อ ความฝืดข้อ และเพิ่มความสามารถในการใช้งานข้อ ได้ไม่ต่างจากการใช้ยาต้านการอักเสบไอบูโปรเฟน ในขนาดรับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน (วันละ 800 มิลลิกรัม)

     ต่อมา รศ.พญ.วิไล  คุปต์นิรัติศัยกุล จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับคณะผู้วิจัยจาก 8 โรงพยาบาลดำเนินการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยในการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมดังกล่าวใน 8 โรงพยาบาลโดยลดปริมาณสารสกัดขมิ้นชันต่อวัน และเพิ่มขนาดยาไอบูโปรเฟนต่อวัน พบว่า สารสกัดขมิ้นชันแคปซูลขนาดรับประทานครั้งละ 2 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน (วันละ 1,500 มิลลิกรัม) นาน 4 สัปดาห์ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อ ความฝืดข้อ และเพิ่มตความสามารถในการใช้งานข้อได้ไม่ต่างจากการใช้ยาต้านการอักเสบไอบูโปรเฟน ในขนาดรับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน (วันละ 1,200 มิลลิกรัม) อีกทั้งมีความปลอดภัยดี โดยเฉพาะผลข้างเคียงระบบทางเดินอาหาร (อาการปวดท้อง/ท้องอืด) ที่มีน้อยกว่าการใช้ยาต้านอักเสบไอบูโปรเฟน

 

การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวาน

     ผศ.พญ.สมลักษณ์  จึงสมาน จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ทำการวิจัยในประชากรกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน (prediabetes population) จำนวน 240 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และกลุ่มที่ได้รับสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล ครั้งละ 3 แคปซูล 2 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 9 เดือน พบว่าหลัง 9 เดือน 16.4% ของกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในขณะที่การวินิจฉัยนี้ไม่พบในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล และยังตรวจพบว่ามีการทำงานของเซลล์เบต้า ซึ่งเป็นเซลล์ของตับอ่อนที่สร้างอินซูลินดีขึ้น รวมทั้งมีผลข้างเคียงของยาน้อยมาก

 

การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวาน

     จากการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดย ผศ.พญ.สมลักษณ์  จึงสมาน จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พบกว่า ผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มที่ได้รับสารสกัดขมิ้นชัน ครั้งละ 3 แคปซูล 2 ครั้งต่อวัน เป็นเวลานาน 6 เดือน สามารถลดภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือด และภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ นอกจากนี้ พบว่า สารสกัดขมิ้นชันแคปซูลสามารถลดระดับไขมันรวมในร่างกาย (Total Body Fat) และระดับไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)

 

การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน

     การศึกษาผลของสารสกัดขมิ้นชันเพื่อลดภาวะโปรตีนรั่วทางปัสสาวะ และผลต่อการทำงานของไตในผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน โดย ศ.พญ.ธัญญารัตน์  ธีรพรเลิศรัฐ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวทิยาลัยมหิดล พบว่า เมื่อผู้ป่วยได้รับสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล ครั้งละ 2 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลานาน 3 เดือน มีแนวโน้มในการลดโปรตีนในปัสสาวะ ลดภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ (oxdative stress) และชะลอความเสื่อมการทำงานของไต โดยไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงใดๆต่อผู้ป่วย

 

การทดลองคลินิกในผู้ป่วยโรคหัวใจที่ได้รับการผ่าตัด bypass

          การศึกษาผลของสารสกัดขมิ้นชันในการป้องกันการเกิดการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ (atrail fibrillation; AF) หลังการผ่าตัดหัวใจ โดย พญ.วรรณวรางค์  วงศ์เจริญ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าการให้สารสกัดขมิ้นชันแคปซูล ครั้งละ 4 แคปซูล 4 ครั้งต่อวัน นาน 3 วันก่อนการผ่าตัด และให้ติดต่อกัน 5 วันหลังผ่าตัด สามารถลดการเกิดหัวใจวายหลังการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจได้ และอาจช่วยให้หัวใจของคนไข้ที่ทำบายพาสเสียหายน้อยลง

 

การทดลองในหนูทดลองความดันสูง

     รศ.ดร.ยุพา  คู่คงวิริยะพันธุ์ และคณะจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำสารสกัดขมิ้นชันขององค์การเภสัชกรรมไปทดสอบ ในหนูทดลองความดันสูง พบว่าารสกัดขมิ้นชันสามารถป้องกันและรักษาโรคความด้นเลือดสูงในหนูทดลองความดันเลือดสูง ที่มีลักษณะคล้ายกับที่เกิดขึ้นในคน โดยผผ่านกลไกต่างๆได้แก่ ขยายหลอดเลือด ลดความต้านทานการไหลเวียนเลือด ปรับโครงสร้างผนังหลอดเลือดให้ดีขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และลดภาวะเครียดออกซิเดชัน เป็นต้น

 

เอกสารอ้างอิง

1.Chavalittumrong P, et al., Chronic study of curcuminoids in rats. The Songklanakarin Journal of Science and Technology 2002; 24(4): 633-647

2.Kalpravidth RW, et al., Improvement in oxidative stress and antioxidant parameters in B-thalassemia/ Hb E patients treated with curcuminoids. Clinical Biochemistry 2010; 43: 424-429

3.Nuchprayoon I, et al., Curcuminoids as antioxidants improve red cell survival in patients with beta-thalassemia hemoglobin E. Blood 2003; 102(11) 33b.

4.Srichairatanakool S, et al., Curcumin contributes to the in vitro removal of non-transferrin bound iron with deferiprone and deferoxamine in the lassaemic plasma. Medicinal Chemistry 2007; 3: 469-467

5.Kuptniratsaikul V, et al., Efficacy and safety of Curcuma domestica extracts in patients with knee osteoarthritis. The Journal of Alternative and Complementary Medicine 2009; 15(1):891-7

6.Chuensamarn S, et al., Curcumin extract for prevention of type 2 diabetes. Diabetes Care 2012;35 (11) 2121-7

7.Thaiyanrak N and Teerapornlertrat T, The effect of curcuminoids of renal function and oxidative stress in diabetic nephropathy : a randomized controlled trial. The 56th Annual Meeting of th Japanese Society of Nephrology, 10-12 May 2013, Tokyo, Japan

8.Wongcharoen W, et al., Effects of curcuminoids on frequency of acute myocardial infarction after coronoary artery bypass grafting. The American Journal of Cardiology 2012; 110 (1): 40-4

9.Sompamit K. et al., Curcumin improves vascular function and alleviates oxidantive stress in non-lethal lipopolysaccharide-induce endotoxaemia in mice. European Journal of Pharmacology 2009; 616:192-199. Nakmareong S. et al., Antioxidant and cascular protective effects of curcumin ad tetrahydrocurcumin in rats with L-NAME induced hypertension. Naunyn-Schmied Arch Pahrmacol 2011; 383: 519-529