All blog

Latest Update 28/10/2020
ตำรับยาสมุนไพรแก้น้ำเหลืองเสีย

ตำรับยาสมุนไพรแก้น้ำเหลืองเสีย

  •  July 30, 2020

ตำรับยาสมุนไพรแก้น้ำเหลืองเสีย
     องค์การเภสัชกรรมได้รับการถ่ายทอดจากนายแพทย์สมหมาย  ทองประเสริฐ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2542 เป็นสมุนไพรตำรับที่มีส่วนผสมของพืชสมุนไพร 8 ชนิด คือ
     1.มะไฟเดือนห้า (Ammannia baccifera)
     2.พุทธรักษา (Canna indica) 
     3.แทงทวย (Mallotus philipinensis)
     4.พญายอ (Clinacanthus nutans (Burm. f.) Lindau)
     5.ปีกไก่ดำ Polygala chinensis Linn. และ Polygala ritflora Linn.
     6.เหงือกปลาหมอ Acanthus ebracteatus Vahl.
     7.ข้าวเย็นเหนือ (Smilax corbularia Kunth)
     8.ข้าวเย็นใต้ (Premna herbacea Roxb.) Mold)

สรุปการศึกษาวิจัยและพัฒนาที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรมร่วมดำเนินการ
พ.ศ. 2542-2545 ศึกษาวัตถุดิบที่มาของพืชทั้ง 8 ชนิด ตรวจสอบชื่อ พร้อมชื่อวิทยาศาสตร์ให้ถูกต้องร่วมกับนักพฤกษศาสตร์
พ.ศ.2542           เริ่มการศึกษาวิจัย ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์บุหลอดเลือด
พ.ศ.2545           สถาบันวิจัยแลพัฒนา อภ.ได้พัฒนาตำรับยาสมุนไพรในรูปแบบสารสกัดและบรรจุแคปซูล มีการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ สารสกัดและศึกษาความคงตัว
พ.ศ.2549           ได้รับอนุสิทธิบัตร "ส่วนผสมสมุนไพรและสารสกัดสำหรับใช้ในโรคมะเร็ง"
พ.ศ.2549           ศึกษาวิจัยฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง และโครงสร้างทางเคมีของพืชส่วนประกอบในตำรับ
พ.ศ.2550           ศึกษาวิจัยฤทธิ์การยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ในหนูทดลอง
พ.ศ.2552           ศึกษาวิจัยพิษวิทยาในหนูทดลอง
พ.ศ.2552           ศึกษาวิจัยฤทธิ์การกระตุ้นภูมิคุ้มกันและฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งในหนูทดลอง โดยสถาบันฯ DRF (Dabur Research Foundation)
พ.ศ.2554           ได้ทะเบียนตำรับยาแผนโบราณ "GPO Phytoplex" สรพพคุณแก้นำ้เหลืองเสีย" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์

 

     จากข้อมูลที่รวบรวมมาทั้งหมด (เอกสารอ้างอิง1-9) พบว่าได้มีการศึกษาวิจัยสมุนไพรตำรับนี้ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2529 ซึ่งแบ่งเป็นการศึกษาวิจัยด้านต่างๆดังนี้ คือ
     1) ฤทธิ์การยับยั้งการเจริญของเซลล์ในหลอดทดลอง (Cytotoxic or Anti-proliferative activity) 
     2) ประสิทธิผลการยับยั้งมะเร็งในหนูทดลอง (In-vivo efficacy)
     3) ฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันในหนูทดลอง และในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
     4) ฤทธิ์การยับยั้งการเจริญของเซลล์ Endothelial ในหลอดทดลอง และการยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Anti-angiogenesis) ในหนูทดลอง
     5) ความเป็นพิษในหนูทดลอง

     สรุปผลการทดลองได้ดังนี้
     1.ผลการศึกษาด้านการยับยั้งการเจริญของเซลล์ในหลอดทดลองพบว่า สมุนไพรตำรับนี้มีกลไกการออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งไม่ใช่ชนิดฆ่าหรือทำลายเซลล์มะเร็ง แต่เป็นกลไกยับยั้งเซลล์มะเร็งแบบอื่นตามข้อ 4
     2.ผลจากการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง (Anticancer activity) ในหนูทดลองได้แสดงให้เห็นว่าสมุนไพรตำรับนี้ช่วยยืดอายุ และเพิ่มอัตราการรอดของหนูที่เป็นมะเร็งเต้านมจากการเหนี่ยวนำด้วยสารก่อมะเร็ง 7,12-DMBA ทำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในหนูนูดไมซ์ ที่ได้รับการปลูกมะเร็งปากมดลูกจากผู้ป่วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยา Mitomycin-C ในหนูไมซ์แล้ว พบว่าทั้งสมุนไพรตำรับและ Mitomycin-C สามารถลดขนาดของก้อนมะเร็งได้ ถึงแม้ Mitomycin-C มีการตายจาก 5 ตัวจาก 16 ตัว ในขณะที่หนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดทั้ง 16 ตัวมีชีวิตรอด
     3.ผลการศึกษาฤทธิ์ต่อระบบฤทธิ์คุ้มกันพบว่า สมุนไพรตำรับนี้ สามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในหนูที่เป็นมะเร็งได้ โดยพบว่าสมุนไพรสามารถเพิ่มความสามารถของ NK cells ในการทำลายเซลล์เป้าหมาย ทั้งนี้ผลดังกล่าวสอดคล้องกับผลที่ได้จากการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยสมุนไพรตำรับนี้
     4.ผลการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์บุหลอดเลือด (Vascular endothelium) ในหลอดทดลองโดยใช้ HUVEC (Human umbilical vein endothelial cells) เนื่องจาก Endothelial proliferation เป็นขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการเกิดหลอดเลือดใหม่ ซึ่งนับเป็นกระบวนการที่สำคัญของการเติบโตของก้อนมะเร็ง และการแพร่กระจายของมะเร็ง จากผลการทดลองพบว่า สารสกัดสมุนไพรตำรับนี้ สามารถยับยั้ง Endothelial proliferation ซึ่งแสดงถึงฤทธิ์ยับยั้งการเกิดหลอดเลือดใหม่ นอกจากนี้ยังมีผลในการยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็ง Glioblastoma ในหลอดทดลองอีกด้วย ทั้งนี้ผลดังกล่าวสอดคล้องกับการการศึกษาในหนูนูดไมซ์ ซึ่งได้รับการปลูกถ่ายเซลล์มะเร็งตับ (HepG) เพื่อศึกษาผลต่อการยับยั้งการเกิดหลอดเลือดใหม่
     5.ผลการศึกษาพิษวิทยาพบว่า สมุนไพรตำรับนี้ ไม่ทำให้เกิดพิษเรื้อรังในหนูแรท ที่ได้รับสมุนไพรในขนาด 0.24, 1.2 และ 3.6 กรัม/กิโลกรัม/วัน นาน 6 เดือน และ 3.6 กรัม/กิโลกรัม/วัน นาน 9 เดือน อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้นว่าสมุนไพรตำหรับนี้ อาจมีผลต่อตับ ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสมุนไพรนาน 9 เดือน ดังนั้น การใช้สมุนไพรตำรับนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรตรวจเลือดเป็นระยะ เพื่อติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยาและเคมีคลินิกร่วมด้วย

     ในปีพ.ศ. 2552 สถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม ได้รับความร่วมมือจาก Dabur Research Foundation (DRF) ประเทศอินเดีย โดยการทบทวนผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา จึงทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบถึงกลไกการออกฤทธิ์ของสมุนไพรตำรับนี้ โดย DRF ได้วางแผนการทดลองเพื่อศึกษาฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันในหลอดทดลอง โดยใช้เซลล์ที่ได้มาจากไขกระดูก (Bone-marrow derived cells) ซึ่งผลการทดสอบสรุปได้ว่าสารสกัดสมุนไพร มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันในเซลล์ดังกล่าว

     นอกจากนี้ ยังได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ในหลอดทดลอง ผลการทดสอบพบว่า สารสกัดสมุนไพร มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ ซึ่งผลดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกับผลที่เกิดขึ้นจากยา Paclitaxel และ Docetaxel โดยปริมาณความเข้นข้นของยา Paclitaxel และ Docetaxel ที่ทำให้เกิดฤทธิ์นี้มีค่าตำ่กว่าความเข้มข้นของสารสกัดสมุนไพร

     ผลการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ในสัตว์ทดลอง โดยศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งในปอดหนูทดลอง (Metastatic lung nodule model) พบว่าสารสกัดสมุนไพรสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งในปอดหนูทดลองได้ โดยมีค่า Prevention/ efficacy ที่แสดงถึงฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็ง (Anti-metastatic compound) ที่ความเข้มข้น 1,000 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม

 

     จากงานวิจัยทั้งหมดดังกล่าว สมุนไพรตำรับนี้ มีแนวโน้มที่จะเป็นตำรับยารักษาเสริม Adjuvant Therapy (ในผู้ป่วยมะเร็ง)

 

เอกสารอ้างอิง

1.Dalad Pornsiriprasert, Study on anticancer activity of medicinal plant extract of a well-known Thai Folkloric remedy. Master of Science Thesis. Faculty of Graduate  Studies, Mahidol university, 1986
2.Kesara Na Bangchang. Study on anticancer activity of a well-known Thai Folkloric remedy. Master of Science Thesis. Faculty of Graduate Studies, Mahidol university, 1987
3.Suchitra Wiwatwittaya. The study of anticancer activity and the immunostimulating effect of a well-known Thai folkloric remedy. Master of Science Thesis. Faculty of Graduate Studies, Mahidol university, 1992
4.Peingpen Thissoda. Study on mmunostimulating effect of a well-known Thai folkloric remedy in breast cancer patients.Master of Science Thesis. Faculty of Graduate Studies, Mahidol university, 19925
5.P. Akaraserenont, A. Wongkajornsilp, S. Chotewutakorn, A Thaworn, S. Haubpresert and K. Kraisintu. The effect of herbal extracts (GPO 1986) on proliferation of vascular endothelium. Thai J. Pharmacol 1999; 21:205-212.
6.Isariya Techatanawat, Chemistry and cytotoxic activity of some Thai medicinal plants used to treat cancer. PhD Thesis. Graduate School, Chulalongkorn University, 2006
7.Naphatsanan Duansak. Effects of herbal extract (GPO 1986) on tumor angiogenesis of hepatocellular carcinoma cells (HepG2) implanted in nyde mice. PhD Thesis. Graduate School, Chulalongkorn University, 2007
8.ทรงพล ชีวพัฒน์ และคณะ, การศึกษาพิษวิทยาของสารสกัดสมุนไพร GPO-1986, ๒๕๕๒.
9.Darbur Research Foundation, Effect of GPO 1986 on immunomodulatory, and anti-angiogenic activities, 2009.